โรงเรียนบ้านเหมืองทวด

หมู่ที่ 4 บ้านเหมืองทวด ตำบล เพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอ บ้านนาสาร จังหวัด สุราษฎร์ธานี 84120

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

077-404252

อาหารบำรุงสมอง ยิ่งกิน ยิ่งความจำดี ไอคิวสูง

โดยปกติสมองของเราจะพัฒนาตั้งแต่ในครรภ์ อาหารบำรุงสมอง จึงเป็นสิ่งที่เป็นกับลูกน้อย ซึ่งสมองพัฒนาเร็วกว่าระบบอวัยวะอื่นหลังคลอดเกือบ 2 เท่า โดยเฉพาะในปีแรก ขนาดสมองเพิ่มขึ้น จากน้ำหนักแรกเกิดประมาณ 400 กรัม (ประมาณ 25% ของสมองผู้ใหญ่) เป็น 1,000 กรัม เมื่ออายุ 1 ขวบ

อาหารบำรุงสมอง

ในขณะที่ สมองของผู้ใหญ่มีน้ำหนักประมาณ 1,400 กรัม แม้ว่าเซลล์สมองซึ่งมีอยู่ประมาณหนึ่งแสนล้านเซลล์จะไม่เพิ่มขึ้นหลังคลอด แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือจำนวนเซลล์พี่เลี้ยง ขนาดเซลล์ และการขยายเครือข่ายเซลล์ โดยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 15,000 จุดต่อเซลล์เมื่ออายุ 2 ถึง 3 ปี ซึ่งมากกว่าขนาดสมองผู้ใหญ่ประมาณสองเท่า

การเลี้ยงดูให้ด้รับสารอาหารที่เหมาะสม และครบถ้วนแก่สารอื่น ๆ จำเป็นต่อการพัฒนาของสมอง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ขวบ การเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการจากอาหารทั้ง 5 หมู่เป็นหลักการสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสติปัญญาของลูกน้อยของคุณ เหล่านี้จะช่วยเน้นการเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองของเด็กโดยเฉพาะ

  • ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับการพัฒนาสมองและความสามารถทางปัญญา ธาตุเหล็กที่พบในอาหารมีอยู่ 2 รูปแบบคือ ธาตุเหล็กฮีม ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ง่าย พบในเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา และธาตุเหล็กอื่นๆ (Non-Heme Iron) พบในธัญพืช ซีเรียล ขนมปัง ผักและผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด แอปริคอต เป็นต้น เด็กอายุ 1-2 ปีควรรับประทาน อาหารที่อุดมด้วยเนื้อสัตว์และโปรตีนคือ 0.5 ส่วน/วัน หรือประมาณ 45 กรัม และเด็กอายุ 3-6 ปีควรรับประทาน 1 ส่วน/วัน หรือประมาณ 90 กรัม ร่างกายดูดซับธาตุเหล็กได้ดีขึ้นด้วย
  • โคลีนมีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์และการพัฒนาสมองของทารก นอกจากนี้ยังส่งผลต่อส่วนต่าง ๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำและความสามารถในการเรียนรู้ แหล่งอาหารที่มีโคลีน ได้แก่ นมแม่ เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา ไข่แดง และจมูกข้าวสาลี เป็นต้น
  • สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันความเสียหายในสมองจากอนุมูลอิสระ แหล่งอาหารของสารต้านอนุมูลอิสระคือผักและผลไม้ ผลสุกสีเข้มมีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก

ตัวอย่าง อาหารบำรุงสมอง

โยเกิร์ต มีไขมันและโปรตีนสูงกว่าโยเกิร์ตทั่วไป ซึ่งช่วยบำรุงสมองและทำให้เซลล์สมองมีความยืดหยุ่น ทำให้รับและส่งข้อมูลได้ดี ข้อควรระวังคือโยเกิร์ตทำมาจากนมวัว ดังนั้นพ่อแม่ควรเริ่มให้ลูกกินเมื่ออายุ 1 ขวบเพื่อให้โยเกิร์ตมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย อาจทำให้ลูกไม่ชอบรสชาติ ผู้ปกครองสามารถผสมกรีกโยเกิร์ตกับธัญพืชไม่ขัดสี หรือผลไม้ต่างๆ ที่เด็กๆ ชอบ เช่น กล้วย สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น

ผักชนิดต่าง ๆ ผักอุดมไปด้วยโฟเลตและวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมการทำงานของเซลล์สมอง เช่น มันเทศ ฟักทอง แครอท และผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม กระหล่ำปลี และคะน้า นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในผักเหล่านี้แล้ว ยังช่วยรักษาภาวะสมองเสื่อมอีกด้วย

ปลา โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก เช่น ทูน่า แซลมอน เป็นต้น ปลาอุดมไปด้วย DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองและสุขภาพหัวใจ การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าเด็กที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงอาจมีความสามารถในการอ่านและสะกดคำได้ดีกว่าเด็กที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในระดับต่ำ และมีปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมน้อยกว่า

ธัญพืชไม่ขัดสีนอกจากคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานแก่ร่างกายแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามิน B1 และ B2 พร้อมเบต้าแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของระบบร่างกายและผิวพรรณ บำรุงสายตา ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายและมีโฟเลตสูง เป็นที่ทราบกันดีว่าโฟเลตเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับแม่และสมองของทารก ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าธัญพืชเป็นหนึ่งในอาหารที่หล่อเลี้ยงสมองของทารก

ติดตาม สาระน่ารู้ และบทความดี ๆ เพิ่มเติมจาก โรงเรียนบ้านเหมืองทวด